เว็บบอร์ด
เฉพาะสมาชิกเท่านั้นต้องการสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่ หรือเข้าระบบ คลิกที่นี่
การอธิษฐานจิตของท่านเจ้าคุณนร ฯ
โพสโดย
สิบหก
รูปภาพ 

การอธิษฐานจิตของท่านเจ้าคุณนรฯ 

พระเถระผู้ทรงคุณธรรมเป็นพิเศษในอดีตเป็นอันมาก 
เมื่อจะถือกำเนิดในครรภ์โยมมารดานั้น 
มักจะสำแดงนิมิตให้ปรากฏแก่โยมบิดาและโยมมารดาต่างๆ กัน

เป็นต้นว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร)
อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสองค์สำคัญยิ่ง 
ซึ่งเป็นสมเด็จอุปัชฌาย์ของ “ท่านธมฺมวิตกฺโก” 
และเชื่อกันว่าท่านเป็นพระอริยบุคคลรูปหนึ่งนั้น 
เมื่อปีที่ท่านจะเกิดโยมบิดาก็ฝันไปว่ามีผู้นำช้างเผือกมาให้ 

หรือเมื่อตอนที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 
แต่ครั้งยังเป็นสามเณร จะย้ายเข้าไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม 
เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมนั้น 
ก็เล่ากันว่าพระอาจารย์ของท่านฝันในคืนวันที่ท่านจะไปถึงว่า
มีช้างเผือกเชือกหนึ่งเข้าไปกินคัมภีร์พระไตรปิฎกในตู้จนหมด ฯลฯ

โดยเหตุที่เคยมีเรื่องราวเล่ากันมาดังกล่าวนี้ 
จึงทำให้ผู้เขียนสนใจสืบถามนิมิต
เมื่อตอนที่ ท่านธมฺมวิตกฺโก จะถือกำเนิดอยู่เหมือนกัน 
เพื่อจะได้ “เกร็ด” ประวัติตอนสำคัญของท่านมาเผยแพร่ 
แต่ก็มิได้ความกระจ่างแต่อย่างไร

เคยมีผู้สนใจซักถามโยมบิดาของท่าน 
(พระนรราชภักดี-ตรอง จินตยานนท์) ว่าประพฤติตนเช่นไร 
สวดมนต์อย่างไร ท่องคาถาบทไหน ฯลฯ 
จึงได้มีบุตรที่ดี (หมายถึงท่านธมฺมวิตกฺโก) เช่นนี้ 
โยมบิดาของท่านก็ได้ตอบไปว่า 
เห็นจะเป็นด้วยเหตุที่ท่านได้ใส่ใจภาวนา 
สวดพระคาถามงคลสูตรอยู่เสมอนั่นเอง


อันพระคาถามงคลสูตรนี้ 
ตัวท่านธมฺมวิตกฺโกเองก็นิยมท่องบ่นเจริญภาวนาอยู่เสมอเช่นกัน 
ตลอดทั้งได้แนะนำผู้ใกล้ชิดบางคน เช่น คู่หมั้นของท่าน 
ให้หมั่นสวดภาวนาทุกวัน ทั้งเวลาเช้าตื่นนอน และเวลาค่ำก่อนเข้านอน

โดยท่านได้ให้อรรถาธิบายว่า
“มงคลคาถานี้ เป็นพระสูตรที่คัดมาจากพระไตรปิฎก
ผู้ใดเล่าบ่นหรือสวดและปฏิบัติตาม 
ย่อมเป็นสิริมงคลอันประเสริฐ จึงเรียกว่าคาถามงคลสูตร”


ในตอนปีท้ายๆ ก่อนที่จะถึงแก่มรณภาพนี้ 
รู้สึกว่าท่านธมฺมวิตกฺโกได้ตั้งใจอธิษฐานจิต
และแผ่เมตตาลงในพระเครื่องมากมายเป็นพิเศษ 
ยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ด้วยแล้ว ถึงกับมีพิธีสวดอธิษฐานจิตครั้งใหญ่
ในวัดเทพศิรินทราวาสถึงสองครั้งสองหน 
คือเมื่อเสาร์ห้า ตรงกับวันที่ ๒๕ เมษายน ครั้งหนึ่ง 
กับวันที่ ๕ ธันวาคม อีกครั้งหนึ่ง


โดยเฉพาะวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๓
ซึ่งเป็นพิธีสวดอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของท่านนั้น 
ได้มีผู้นำพระเครื่องพระบูชา และวัตถุสิ่งของต่างๆ 
ไปให้ท่านอธิษฐานจิตให้อย่างมากมายเป็นประวัติการณ์ 
มงคลวัตถุเหล่านั้นวางเต็มอาสนะสงฆ์ในพระอุโบสถ
จนดูแทบจะทานน้ำหนักไม่ไหว 
มีผู้กล่าวกันว่าน้ำหนักสิ่งของทั้งหมดที่นำไปให้ท่าน
อธิษฐานจิตในวันนั้น คะเนรวมแล้วเห็นจะไม่ต่ำกว่า ๓ ตัน !


นอกจากนี้ยังมีการถวายให้อธิษฐานจิตและแผ่เมตตาย่อยครั้งละไม่กี่นาที
ในพระอุโบสถบ้าง ข้างกุฏิท่านบ้างอีกนับครั้งไม่ถ้วน 
จนเกือบจะไม่มีการยกเว้นว่าบุคคลใดจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสก็แล้วแต่ 
หากมีประสงค์จะสร้างพระเพื่อหารายได้ไปใช้ในการกุศลแล้ว 
ท่านก็จะอนุโลมตามความปรารถนา อธิษฐานจิตให้ทุกรายไป


เป็นเรื่องที่บุคคลบางคนเห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาด 
เพราะแต่ก่อนมานั้นท่านไม่ยอมอธิษฐานจิตสิ่งของให้แก่ใครได้ง่ายๆ 
เป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง มิใช่แนวของพระพุทธศาสนาโดยตรง

เชื่อกันว่าการที่ท่านยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องอย่างมากมายในระยะหลังๆ นี้ ก็เพื่อเป็นสิ่งของที่ระลึก 
เป็นเครื่องหมายแทนตัวท่านสืบต่อไปในอนาคตอีกนานแสนนาน 
เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะดึงคนให้หันเข้ามาสู่ศาสนา 
เข้าสู่หลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา
เพราะคนที่นิยมสะสมพระ
หรือที่ชอบเรียกกันติดปากว่า “เล่นพระ” นั้น
ในที่สุดก็หันมาปฏิบัติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น 
โดยมีพระเครื่องนั้นเป็นสื่อจูงใจในเบื้องต้น


นอกจากนี้ท่านยังเคยกล่าวว่า
“ให้เขาได้ทำบุญทำกุศลกันเสียบ้าง 
ดีกว่าเอาเงินไปสุรุ่ยสุร่าย เที่ยวตามบาร์ตามไนท์คลับกัน”


เพราะเงินรายได้ที่ได้จากการจำหน่ายพระเครื่องเหล่านี้ 
ท่านผู้สร้างก็นำไปใช้จ่ายในการกุศล สร้างโรงเรียน สร้างโบสถ์ 
เป็นทุนการศึกษาของพระภิกษุสงฆ์สามเณร ฯลฯ 
อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การศึกษาและการศาสนาทั้งสิ้น

อีกประการหนึ่ง สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกโดยรอบประเทศของเรา 
ในระยะนั้นก็มีแต่ความคับขันและอันตรายรอบด้าน 
ต้องส่งทหารไปร่วมรบในสมรภูมิสาธารณรัฐเวียดนาม 
สถานการณ์ในลาวและเขมร ประเทศเพื่อนบ้าน
ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศเรา กำลังผจญกับสงครามอย่างหนัก 
อันจะส่งผลกระทบกระเทือนมาถึงประเทศชาติของเราด้วย 
และการคุกคามของผู้ก่อการร้าย ซึ่งกำลังแผ่ขยายไปทั่วประเทศ 
ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ฯลฯ 
บางครั้งก็รุนแรงน่าสะพึงกลัวเป็นอันมาก

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ที่ทำให้ท่านธมฺมวิตกฺโก 
ยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องให้แก่บุคคลต่างๆ เป็นอันมากในระยะหลังๆ นี้ 
จึงเกิดอภินิหารเป็นที่ปรากฏประจักษ์แก่มหาชนอย่างกว้างขวาง 
จนพระเครื่องที่ท่านอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาให้นั้น
กลายเป็น “พระเครื่องยอดนิยม” 
เป็นที่กล่าวขวัญและแสวงหาของชาวพุทธทั่วเมืองไทยในยุคนี้

มีคนเป็นอันมากเชื่อว่าการที่ท่านอธิษฐานจิตและแผ่เมตตา
ลงในพระเครื่องเป็นการใหญ่ในระยะหลังๆ นี้ 
แสดงว่าท่านจะต้อง “สำเร็จ” อย่างหนึ่งอย่างใดแล้วแน่นอน


หากการอธิษฐานจิตลงในพระเครื่องเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ 
ไม่สามารถประจุพลังศักดิ์สิทธิ์ลงสถิตในองค์พระปฏิมาขนาดเล็กนั้นได้จริง
ท่านก็จะไม่ยอมแผ่เมตตาให้โดยเด็ดขาด

ท่านได้ทุ่มเทศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจจิต 
การทำสมาธิทั้งวิชาฝ่ายโยคะและพระพุทธศาสนา
มาตั้งแต่วัยหนุ่มและกระทำมาตลอดชีวิตของท่าน 
ท่านได้เคยใช้พลังจิตผจญกับโรคร้าย ความเจ็บไข้ ตลอดจนอสรพิษ 
ได้ผลจนเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นหรือที่ทราบเรื่องมาแล้ว
ฉะนั้น ท่านจึงยินยอมอธิษฐานจิตและแผ่เมตตาลงในพระเครื่องให้

คราวหนึ่งเมื่อพิธีสวดอธิษฐานจิตในพระอุโบสถ 
วันเสาร์ห้า วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๓ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
ท่านได้หันไปหา พระมหาเสริม อนุจโย
ซึ่งเป็นพระสวดพุทธาภิเษกในวันนั้นว่า

“เรื่องของขลังนี้ ท่านมหาเชื่อไหม ?”

“เกล้าเชื่อ” เป็นคำตอบจากพระมหาเสริม


อีกคราวหนึ่ง ท่านได้บอกกับนายสุวัฒน์ ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มเชื้อจีน 
อยู่ร้านตัดเสื้อแถวสี่แยกวัดตึกที่มีความเคารพท่านมาก 
เคยฝันเห็นท่านมาก่อนระหว่างเจ็บป่วย จึงได้เพียรพยายามมาดูตัวจริง 
จนได้พบท่านแล้วก็เกิดศรัทธาเคารพมั่นในองค์ท่านยิ่งขึ้น 
เมื่อทราบว่าเขามีการสร้างพระเครื่องถวาย
ให้ท่านอธิษฐานจิต ก็พยายามหาเช่าไว้บูชาเป็นอันมาก
วันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสพบท่าน ท่านก็ได้กล่าวเป็นเชิงสั่งสอนว่า

“คุณ พระนี่ช่วยได้นะถ้าไม่จำเป็นอย่าไปปล่อย”

ที่ท่านว่า “อย่าไปปล่อย” ก็เพราะท่านคาดว่าจะเอาพระเครื่องนั้น
ไปให้คนอื่นเช่าต่อ หรือขายต่อให้คนอื่นไป

การที่ท่านกล่าวดังนี้ แสดงว่าท่านเชื่อมั่น 
ท่านทราบได้อย่างแน่ชัดปราศจากข้อสงสัยใดๆ ว่า
พระเครื่องต่างๆ ที่ท่านอธิษฐานจิตนั้น จะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์จริง 
คุ้มครองให้แคล้วคลาดจากอุปัทวันตรายได้จริง 
สามารถเสริมส่งให้ผู้เคารพบูชาประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้จริง
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านสั่งสอนให้คนหันมาลุ่มหลงงมงาย
อยู่กับเรื่องพระเครื่องของขลังต่างๆ 

คราวหนึ่งท่านได้เคยพูดกับ นายอธึก สวัสดิมงคล 
นายกยุวพุทธิกสมาคมชลบุรี
 
ภายหลังจากถวายของให้ท่านอธิษฐานจิตแล้ว เป็นคติน่าฟังมาก

“ทั้งหมดนี่” ท่านกล่าวขึ้นพร้อมกับชี้มือ
ไปยัง***บพระเครื่องต่างๆ ที่ท่านอธิษฐานจิตแล้ว 
“สู้ธรรมะไม่ได้” 

แสดงว่า ท่านยกย่องการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรม
ของสมเด็จพระบรมศาสดานั้น ว่ามีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด 
สำคัญยิ่งกว่าการมีพระเครื่องไว้ประจำตัว


อีกคราวหนึ่งในปี ๒๕๑๓ หลังจากพิธีสวดอธิษฐานจิต
เมื่อวันเสาร์ห้าผ่านไปเพียงเล็กน้อย 
นายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์ ได้นำพระเครื่องพิมพ์นาคปรกเนื้อนวโลหะ
ที่ท่านเจ้าคุณอุดมฯ สร้างเพื่อจำหน่ายหารายได้สมทบทุน
สร้างโรงเรียนนวมราชานุสรณ์ นครนายกนั้น 
ราว ๔-๕ องค์ไปถวายให้ท่านอธิษฐานจิตซ้ำอีก 
ก่อนที่ท่านจะยินยอมอธิษฐานจิตให้ 
ได้ถูกท่านเทศนาสั่งสอนอย่างเจ็บๆ อยู่นานร่วม ๑ ชั่วโมง
โพสโดย : สิบหก
IP : 1.1.131.238
โพสเมื่อวันที่ : 24 ก.ค. 2557,17:19 น.
สมาชิกล็อกอินเข้าระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
ชื่อล็อกอิน:
รหัสผ่าน: