โทรศัทพ์ติดต่อเจ้าอาวาส (จอ.) 
  089-6175933

    เลขานุการ จอ.
098 829 1544
เจ้าอาวาส

พระมหาเกษมณี เตชปญฺโญ
เจ้าอาวาสวัดป่าวิเวก / เจ้าคณะอำเภอหว้านใหญ่
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 01/07/2012
ปรับปรุง 24/06/2021
สถิติผู้เข้าชม 747918
Page Views 872450
แจ้งรายชื่อผู้ขอเข้าสอบ น.ธ. - ธ.ศ.
ติดต่อส่งทาง Email
รวมคลิปวีดีโอ
รวมคลิป
เสียงธรรมออนไลน์
เสียงธรรมวัดป่าวิเวก
รวมเสียงครูบาอาจารย์
รวมครูบาอาจารย์
ฟังเทศนา ธรรมะสอนใจ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
คาถาบทสวดมนต์
บทสวดมนต์
เสียงสวดมนต์
เสียงสวดมนต์
สถานที่ปฎิบัติธรรม
40 สถานที่
วันสำคัญทางศาสนา
วันสำคัญทางศาสนา
คำคมมงคล 38
มงคล 38 ประการ


พระไตรปิฏก
พระไตรปิฏก
มารยาทไทย
มารยาทไทย
ลิ้งค์น่าสนใจ
สำนักพุทธฯส่วนกลาง

สำนักพุทธฯจังหวัด

รวมเว็บพระพุทธ
เวปสำนักงานแม่กองสนามหลวง
แม่กองบาลี
แม่กองธรรม





























        
    
เสียงธรรม
พันเอก (พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ตายแล้วไปไหน


เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 1 track 1.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE0687EX3T[XG2KOBU1K4MCNCUF

เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 1 track 2.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE0687EI732D68M521XNB4OA7SY


เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 2 track 1.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE094AEIVW[KL52QB4BKZDHH6LO


เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 2 track 2.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE094AEGYKAT5OX1R4[SRHQSOQB


เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 3 track 1.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE094AE44QLXW7PU5YZAS[SZMLF


เสนาะ จินตรัตน์ - ตายแล้วไปไหน disc 3 track 2.mp3
http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=336BE094AER[7SHN[2AZWE[TY9VU7S




(อ่านเรื่อง พ.อ.(พิเศษ) เสนาะ จินตรัตน์ ผู้ตายแล้วฟื้น)


"......เรื่องราวที่ผมจะพูดในวันนี้ ถ้าคิด ๆ ดูมันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นแล้วกับผม และมันเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ตายไปแล้วนะครับ 
........คนที่ตายไปแล้วไม่สามารถฟื้นขึ้นมาและพูดหรือบรรยาย ความรู้สึกในสิ่งที่เขาไปพบเห็นมาให้ฟังได้ เพราะเขาไม่มีโอกาสหรือบางท่านอาจจะมีโอกาส แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีเกียรติ เมื่อพูดจาไปแล้วก็ดูว่าเชื่อถือไม่ได้ 

.........เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เลยเป็นสิ่งที่เร้นลับ ไม่มีใครสามารถจะพิสูจน์ได้ แต่ในฐานะที่ผมประสบมา เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม ผมกล้ายืนยันว่า เรื่องเหล่านี้มีจริง เรื่องของผมที่จะเล่าจะเริ่ม ณ บัดนี้... 

ประวัติชีวิตข้าพเจ้า

ชีวิตผมเกิดมาเป็นลูก "สิบเอก" คุณพ่อเป็นทหารรักษาวังชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น เพราะว่าคุณพ่อมีลูกเยอะถึง 10 คน ผมเป็นคนที่ 3 เมื่ออายุได้ 8 - 9 ขวบ ช่วงนั้นคุณพ่อมีลูกถึง6 - 7 คน แล้วนะครับ 

เพราะฉะนั้นความเป็นอยู่ลำบากมาก เมื่อเวลาฝนตกทุกคนนอน แต่ผมต้องออกไปหาปลา น้องอีกคนไปหากบหาเขียด อีกคนหาผักบุ้ง เพื่อมาเป็นอาหารมื้อเช้า เงินเดือนสิบเอกแค่ 22 บาท เท่านั้น 

ผมโตขึ้นผมต้องไปรบเวียดนาม ไม่ใช่เพราะผม ego ที่ไปเพราะผมต้องการเงินมาให้ญาติพี่น้องผมเรียนหนังสือ เพราะคุณพ่อผมเสียตั้งแต่ปี 2513 พูดถึงเรื่องความตายทุกคนก็ไม่อยากจะพบ ไม่อยากประสบ แต่ทุกคนก็อยากรู้ว่า 

เมื่อเวลาตายแล้วไปไหน จริงหรือไม่เมื่อตายแล้วเราต้องไปนรกหรือไปสวรรค์ เราทำบุญเราจะได้บุญเราทำบาปเราจะได้บาป เรื่องนี้ท่านทุกคนก็สงสัย ทุกคนมีกรรม แต่ว่ากรรมของเรานี้เมื่อชาติก่อนเราเป็นอะไร อาจจะเป็นมนุษย์ อาจจะเป็นสัตว์ เราได้สร้างกรรมสร้างเวรไว้กับใคร อันนี้เราไม่ทราบได้ 

แต่เมื่อเกิดมาในชาตินี้ กรรมนั้นมันก็ตามมา บางท่านอาจจะไม่เชื่อว่ากรรมนั้นเป็นมาอย่างไร แต่กรรมนั้นมี แต่เราไม่รู้ ทุกคนเกิดมาก็จะต้องมีการตายแน่นอน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม หมายความว่ากรรมที่ว่านั้นคือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม ซึ่งเราเรียกว่ากรรมดีและกรรมชั่ว 

ท่านอาจจะอยากทราบว่าเวลาจะตายนั้นมันเป็นอย่างไรเพราะเมื่อมีการตายนั้นจะต้องมีการตั้งศพสวด นิมนต์พระมาสวดศพ เป็นการแผ่บุญกุศลให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว และก่อนที่เราจะบรรจุศพคนตายลงไปในโลง เรามีการรดน้ำศพที่มือขวา 

เวลาที่เรารดน้ำศพ เรามักพูดกันอย่างนี้ คือขออโหสิกรรมผู้ตายเมื่อสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ กรรมใดที่เราเคยผิดพ้องหมองใจก็ขออโหสิกรรมเสียในชาตินี้ อีกคนหนึ่งก็อาจจะพูดว่า ขอให้ท่านไปสู่สุคติ อีกท่านก็อาจจะพูดว่า ขอให้ท่านจงไปสู่สัมปรายภพเทอญ 

บางท่านก็บอกว่าชีวิตของคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายเหมือนกัน ขอให้ท่านอย่าได้ห่วงร่างและห่วงวิญญาณในชาตินี้เลยขอจงไปสู่สุคติเถิด บางคนก็รดน้ำศพไปอย่างนั้นน่ะ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรการที่เราทำอย่างนั้น เราก็ต้องการให้คนที่ตายไปอยู่ภพหน้า ทั้ง ๆที่เราก็ไม่รู้ว่ามีจริงมั้ยจริง ให้เขาไปอยู่ในภพหน้าด้วยความสุขกว่าที่เขาอยู่ในชาตินี้ 

ถึงแม้ว่าเขาจะมีความลำบากในชาตินี้อย่างไรเพียงใดก็ตาม เมื่อเวลาเขาตาย เราก็ขอให้เขาไปดี แล้วก็ไปอยู่ดีกว่าที่เขาเป็นอยู่ในชาตินี้ แต่ความจริงแล้วการที่เราพูดอย่างนั้นมันก็มีส่วนถูกบ้างแต่ก็ไม่ใช่จะถูกทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์การที่เรารดน้ำศพ เราควรจะพูดอย่างนี้ครับ 
ชีวิตของคนเกิดมา ท่านกับเราตายเหมือนกัน แต่ว่าใครจะตายช้าตายเร็ว ขอให้กรรมดีที่ท่านได้สร้างไว้ในชาตินี้ในภพนี้จงช่วยนำท่านไปสู่สุคติ อย่างนี้ครับจึงจะถูก. 

และต้องพูดอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคนตายต้องการมากที่สุด อย่าได้ห่วงญาติมิตร อย่าได้ห่วงทรัพย์สมบัติ ซึ่งมันไม่มีแก่นสารอะไร ขอให้ท่านตัดสิ่งเหล่านี้ให้ได้ และขอให้กรรมดีที่ท่านทำในชาตินี้พาท่านไปสู่สุคติ อย่างนี้น่าจะถูกต้องมากกว่า 



เล่าเรื่องการตายครั้งที่ 1

ซึ่งผมจะมีเหตุผลในการที่จะพูดต่อไปในเรื่อง การตายครั้งที่ 1 ที่กองทัพหนึ่งมีสโมสรของ พัน สห.มทบ. 1 ผมได้มาเล่นรัมมี่ที่นี่ติตต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน 6 เดือนนี้ผมจะเลิกในราวเที่ยงคืน ตลอด วันนั้นประมาณวันที่ 8 มีนาคม 2513 ก็ปรากฏว่าผมเล่นไพ่ 3 วัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ วันแรกทานข้าวได้ วันที่สองทานก๋วยเตี๋ยววันที่ 3 ทานน้ำอัดลม 

พอคืนวันอาทิตย์ผมก็หมดแรง ผมจะลุกขึ้นไปห้องน้ำปรากฏว่าหน้ามืดล้มตึง เพื่อน ๆ ถามว่าจะไปตายที่บ้านหรือจะไปโรงพยาบาลผมบอกไปตายโรงพยาบาล ญาติพี่น้องไม่เห็นใจ เขาก็พาผมไปบ้านในสภาพของคนที่เรียกว่าหมดสภาพเหมือนนกปีกหักไม่มีแรง โซซัดโซเซนะฮะ หน้าดำ..ดำปี๋เลย. 

ผมก็บอกคุณแม่ว่าผมไปเล่นไพ่มา แล้วก็ไม่ได้ทานน้ำไม่ได้นอนเลย คุณแม่มองดูลักษณะท่าทางการพูดของผมแล้วมันเหน็ดเหนื่อยมาก ท่านก็บอกว่าไปนอนพักผ่อนซะ ในระหว่างนั้นผมก็มีอาการหนาวสั่น เท้าเริ่มชา แล้วตาก็มองไม่เห็น คุณแม่ก็คิดว่าผมคงจะต้องตายแน่ ท่านก็เลยให้น้องชายไปซึ้อดอกไม้มา แล้วก็ให้ผมสวดมนต์ 

ท่านให้ผมนึกถึงพระที่ผมนับถือ ให้นึกถึงหลวงพ่อที่เราเคารพ เพื่อวิญญาณเราจะได้ไปสู่สุคติตามความเชื่อของผู้ใหญ่ ท่านให้ผมพูดคำว่า "พระอรหันต์" ผมก็ไม่รู้ว่า "พระอรหันต์" หมายความว่ายังไง ผมก็นึกว่าคงเป็นพระพุทธเจ้ามากกว่า ผมก็พูดตามที่คุณแม่ว่า 

ตอนนี้มันก็มีโลหิตออกทางปาก จมูก และที่หู เท้าชา แล้วก็เริ่มลมสว้าน ลมสว้านมันจะตีขึ้นมา เสียงมันจะอู้ในหูครับ ดังวิ้ว..วิ้ว,,วิ้ว..ว ดังตลอดเลย นั่นหมายความว่าชีวิตใกล้จะสิ้นแล้ว แล้วตัวนี่เย็นชาตลอด เย็นมาก คุณแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไงฮะ คุณแม่ก็ร้องไห้ ท่านร้องไห้ตลอดเวลา ผมก็บอกว่า คุณแม่ครับ ผมได้ยินเสียงระฆังดัง 

เพราะตอนนั้นมันเป็นเวลาใกล้สี่ทุ่ม คุณแม่ก็บอกว่าระวังที่ว่านี้มันเป็นระฆังแบบที่แขวนไว้ตามโบสถ์ มีใบโพธิ์ห้อยกลาง เขามีเงินเขาก็ซื้อมาแขวนไว้ที่บ้าน เราคนจนเราก็ไม่มี อย่าไปสนใจเลยลูกว่า "พระอรหันต์" ต่อดีกว่า ผมก็ว่า "พระอรหันต์" ต่อ. 

เดี๋ยวเดียวเท่านั้นผมได้ยินเสียงพระสวด พระท่านสวดมาแต่ไกล ผมก็บอกคุณแม่ครับ ผมได้ยินเสียงพระสวด คุณแม่ก็บอกมีคนตายใกล้ ๆ บ้านเรา เขาเป็นเศรษฐี เขาเอาศพทั้งที่บ้านสามารถที่จะเลี้ยงแขกได้ 3 มื้อ ซึ่งมันเปลืองกว่าไปเลี้ยงที่วัดเพราะเขาเป็นเศรษฐี ลูกอย่าไปสนใจเลย ว่า..พระอรหันต์ ว่า..นะโม ตามที่แม่บอกดีกว่า 

ผมก็ว่าตาม คราวนี้ผมเห็น...ก้อนเนื้อพังผืด ที่มันน่าเกลียดมาก มันลอยจากท้องฟ้า ลอยมา..ลอยมา แล้วผมก็บอกคุณแม่ว่าผมเห็นเนื้อพังผืด ซึ่งเป็นปุ่มปมคล้าย ๆ กับหนังคางคก ซึ่งมันน่าเกลียดมาก เมื่อมันลอยเข้ามาหาผม ผมมีความขยะแขยง ความน่าเกลียดของมันมาก ผมก็แลบลิ้นออกมาเต็มที่ 

ในช่วงนี้ผมปัสสาวะราดและก็อุจจาระออก เลือดออกปาก ออกจมูก แล้วคุณแม่บอกว่า ผมคอพับไปและหัวใจไม่เต้น คุณแม่ก็หวังว่า พรุ่งนี้จะรดน้ำศพกันที่วัดโสมฯ ก็ได้มีการติดต่อกับที่วัด จะเอาศพผมไปรดน้ำศพที่ศาลา 3 และได้มีการติดต่อกับทางญาติที่ชลบุรีบ้าง ที่เพชรบุรีบ้าง ที่นครสวรรค์นครปฐม และที่ปากเกร็ด คือบอกหมดทั้งญาติคุณพ่อคุณแม่เพื่อจะให้มารดน้ำศพ 

ท่องแดนนรก - สวรรค์
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ผมไปแล้วนะครับ ต่อไปก็เป็นช่วงที่ผมจะไปพบอะไรข้างบนบ้าง ผมไม่ทราบว่าผมใช้เวลาเท่าไหร่ในการที่จะรู้สึกตัวว่าผมได้มาเดินอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นราบน่าเดินมาก พื้นราบนั้นเปรียบเสมือนสนามบินดอนเมือง แต่ว่าเท้าที่เราเดินผมไม่มั่นใจว่าเป็นการเดินเอาฝ่าเท้าลง 

ผมรู้สึกว่าผมเดินเอาฝาเท้าหงายขึ้นซึ่งมันผิดปรกติ แล้วพึ้นที่นั่นก้มมองไม่เห็น เพราะมันเป็นพวกหมอกสีขาว และหมอกสีขาวนั้นทึบมาก แต่ผมมองเห็นตัวเองนุ่งกางเกงสีน้ำเงิน เสื้อยืดสีขาว แต่คนที่เขาเดินกับผมไม่เหมือนผม คือเขาแต่งชุดสีขาว ลักษณะเป็นผ้ามัดตราสัง แล้วตัวเขาไม่ได้มีเนื้อมีหนังเหมือนอย่างเรา คือตัวเป็นกระดูกทั้งสิ้น 

เพราะเราสังเกตได้เวลาเขาเดิน ตรงหัวเข่าเขาที่หายไปกับหมอกควัน ซึ่งท่วมพื้นอยู่นั้น ผมเห็นเขาเดินหย่ง ๆเหมือนหนังสโลว์ แล้วก็เห็นเป็นกระตูก มีเสียงดังของกระดูกกระทบกับพื้น แล้วทุกคนที่เดินไปร้องไห้ ร้องไห้ทุกคน 

เขาร้องไห้ทำไมครับ เขาร้องไห้ เพราะเสียดายเวลาเมื่อตอนที่เขาเป็นมนุษย์เขาไม่ได้ทำบุญเลย หรือทำก็ทำน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ เมื่อเขาเดินทางไปเขาหิว เมื่อหิวเขาก็ไม่มีอาหารทาน. 

ในระหว่างที่เดินไปนั้น มันจะมีอำนาจอันหนึ่งที่เราไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าอำนาจนี้มาจากไหน เราจะได้ยินแต่เสียงดังขึ้นจากท้องฟ้า เสียงนั้นบอกว่า บัดนี้ท่านตายแล้ว ขอให้ท่านปฏิบัติตัวดังนี้ หนึ่ง อย่าคิดถึงญาติพี่น้อง ลูก เมีย และร่างของตัวเองที่อยู่ในเมืองมนุษย์ ห้ามคิดถึงเด็ดขาด ใครคิดจะมีโทษ โทษนั้นหนักมาก เดี๋ยวจะเล่าว่าเป็นยังไง 

ต่อไปประการที่สอง ในระหว่างเดินไปห้ามเหลียวซ้ายห้ามแลขวา ห้ามหันหลัง ประการที่สาม ห้ามพูดจากันระหว่างทางที่เดินกันไป เหล่านี้เป็นบัญญัติที่มีการสั่งห้ามไว้ แล้วถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษมาก เมื่อเราฟังโทษแล้ว เราจะรู้สึกว่าโทษนั้นเป็นโทษที่น่ากลัวมาก เราเป็นทหารนี่ เจ้านายผู้บังคับบัญพาบอกว่าถ้าทำผิดอย่างนี้จะต้องถูกขัง 3 วัน เรามีระยะเวลาออก ละเราก็สามารถที่จะทนได้ แต่โทษของเขาข้างบนนั้นไม่เหมือนกัน. 

ยกตัวอย่างเช่นคนที่ถูกตีถูกโบย เนื่องจากก่อกรรมไว้ในชาตินี้มาก เวลาตายไปแล้วจะมีคนมารับ แล้วคนที่รับนั้นจะทุบตีการตีด้วยหวายของเขา เขาไม่ใช่เฆี่ยนตีหลายที เขาตีเพียงทีเดียวหนเดียว แต่การเจ็บนั้นเจ็บไปถึง 3 - 4 ชั่วโมง แล้วคนที่ถูกตีนั้นจะร้องโหยหวนเจ็บปวดมาก ที่ผมฟังดังนั้นเสียงมันโหยหวนมาก จนกระทั่งเรียกว่าเรากินข้าวเสร็จ เสียงนั้นก็ยังได้ยินอยู่เรื่อยไป 

อันนี้ทุกคนเห็นภาพแล้วนะครับว่าผมเดินไปยังไง และมีใครบ้าง แต่ผมจะไม่พูดถึงการไปนรกนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องการไปสวรรค์เท่านั้น เพราะข้างบนเขาสั่งมาว่า ถ้าท่านจะพูดถึงเรื่องการไปสวรรค์นั้น ท่านพูดได้ ข้างบนไม่ขัดข้อง แต่ห้ามพูดเรื่องการไปนรก เพราะว่าในการที่เราพูด มันจะมีผลเสียผลดีไม่เหมือนกัน 

อย่างเช่นเราบอกเขาว่าท่านทำบุญสิ ใส่บาตรพระวันละองค์สิ ถึงแม้ไม่มีก็ใส่ไข่ต้มหรือไข่ดาวก็ได้ ไม่มีก็ปาท่องโก๋หรือซาลาเปา ถวายพระชิ้นสองชิ้นก็ได้ ถ้าหากท่านไม่ทำมันก็ไม่มีผลเสียอะไร สังคมก็อยู่ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าหากเราบอกว่า ท่านอย่าไปผิดถูกผิดเมียเขาท่านอย่าไปปล้นจี้ขี้โกง อย่าไปฆ่าคนนะ ถ้าหากท่านทำอย่างนี้ท่านจะได้รับโทษอย่างนี้. 

สภาพเมืองนรก
1...ท่านอาจจะต้องลุยกอบัวที่มีหนามแหลมคม ซึ่งหนามนี้เป็นหนามเหล็ก ท่านจะต้องปีนต้นงิ้ว ซึ่งมีอีกาปากเหล็ก และข้างล่างจะมีคนคอยเฆี่ยนคอยโบยให้ท่านต้องปีนต้นงิ้ววันหนึ่งไม่รู้กี่เที่ยว ท่านต้องนั่งในที่แคบ ๆ โดยที่ไม่มีอาหารกิน แล้วก็จะมีคนมาเฆี่ยนตีท่านทุกชั่วโมง ถ้าหากเราพูดไปอย่างนี้ไม่มีใครเชื่อ เมื่อไม่มีใครเชื่อคนต่าง ๆ เหล่านั้นก็ขัดขืน เมื่อเขาเกิดการลองดีขึ้นมา เขาก็ไปก่อกรรมทำชั่วขึ้นมา มันก็เกิดผลเสียขึ้นต่อมนุษยโลก ... 

เพราะฉะนั้นไอ้เหตุผลอันนี้นะครับ ผมถึงไม่พูดเรื่องการไปนรก ดังที่ผมก็เห็นว่านรกมีอะไรหลายต่อหลายอย่าง แต่พูดไม่ได้ เพราะรับปากไว้แล้วว่าไม่พูด แล้วผมกลัวมากครับ ผมถึงไม่พูด ทีนี้ในระหว่างที่เดินไปนะครับ ทางขวาก็เป็นพื้นที่ว่างโล่งทางซ้ายก็เป็นเหมือนคนใส่บาตรเต็มหมดเลยนะครับ แล้วแต่ว่าคนมีคนจน 

อานิสงส์การทำบุญใส่บาตร
แต่คนจนก็มีพวกโต๊ะไม้ ขันทองเหลือง ขันอะลูมิเนียมใส่ข้าว ปิ่นโตก็ใส่กับข้าว คนรวยก็มีเก้าอี้มุก เก้าอีเงิน และอาหารก็แตกต่างกันออกไป ผมก็รู้สึกว่าผมหิวข้าว ผมก็มองไปที่ที่เขาตั้งอาหารอยู่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกวักมือเรียกผม บอกว่า เอ้า ! ร้อยโท เสนาะอาหารคุณอยู่ทางนี้ ตอนนะผมยังเป็นร้อยโท เขาก็เรียกผมเข้าไป. 

เขาก็เอาอาหารให้ผมทานตลอด ผมท่านไปผมก็คิดนะครับว่า อาหารต่าง ๆ เหล่านี้ผมเคยเห็นที่ไหน ผมนึกได้ครับว่าเมื่อตอนสมัยผมอายุ 7-8 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ใช้ให้ผมเป็นผู้ใส่บาตรตอนเช้าตลอดเวลา เนื่องจากครอบครัวเราจน เพราะฉะนั้นเราจึงทำบุญใส่บาตรทั้งข้าวแดงข้าวขาว 

ส่วนกับข้าวนั้น คุณแม่ก็ช่วยรายได้ของคุณพ่อ ก็โดยที่คุณแม่ก็เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงให้กับทหารเกณฑ์ เพราะงั้นอาหารที่ใส่บาตรพระก็เป็นพวกแกงซะเป็นส่วนใหญ่ พวกแกงปลาดุกแกงปลาไหล แกงเนื้อ ปลาทูทอด ไข่ลูกเขย ไข่ต้ม ไข่ดาว ไข่พะโล้มันจะเป็นลักษณะนี้มาก ขณะผมท่านผมคิดได้ว่า ไอ้ขันเงินใบนี้มันเป็นขันล้างหน้าของคุณแม่ผม 

และก็ไอ้ขันทองเหลืองที่ใส่ข้าวแดงเป็นขันล้างหน้าของคุณพ่อผมที่ให้ผมใส่ข้าว แล้วก็เอามาใส่บาตรพระ ผมทานเสร็จผมก็นึกนะฮะ นึกถึงการทำบุญเมื่อตอนสมัยที่ผมเป็นเด็กอยู่ ผมก็คิดว่าเมื่อผมทำบุญมาผมก็ได้กิน ผมก็ถามบอกว่าแล้วคนอื่นเขาจะมาทานอาหารผมได้มั้ย ผู้หญิงคนที่เขามารับผมบอกว่าทานไม่ได้ เนื่องจากว่าตอนเป็นมนุษย์นั้นไม่ได้ทำเอาไว้ เพราะงั้นก็ไม่มีกิน. 

ผู้หญิงที่มารับผมเขานุ่งผ้าถุงสีเขียว เสื้อสีขาวแบบผ้าด้ายดิบ สะอาดและมีกลิ่นหอม ทรงผมปล่อยแล้วมีปิ่นปักผมเป็นไม้ไผ่เสียบไว้ข้างหลัง มันจะหอมชวนให้เราเดินตามไป ลักษณะมันคล้าย ๆ ต้นไม้ใหญ่ลอยบนอากาศ เป็นรากสีเขียว ๆ มัน ๆแผล็บเลย มันจะลอยนำหน้าตลอดเวลา แล้วมันจะมีกลิ่นหอมให้เรานี้เดินตามกลิ่นหอมนั้นไป คล้าย ๆ ว่าไปแล้วไม่ต้องกลับละให้ไปตลอดทาง 

ผมได้เหลือบมาทางซ้ายมือนะฮะ ก็เห็นตาแก่คนหนึ่ง แกสูงประมาณ 180 ซม. ตัดผมทรงลานบิน นุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อด้ายดิบแขนสั้น แกชะโงกทางขวามือ แล้วก็ถามว่าเห็นนายแกมั้ยผมบอกผมไม่เห็นหรอก เพราะผมไม่รู้จักว่านายท่านชื่ออะไรอยู่ที่ไหนผมไม่รู้ แกบอกว่าแกมาคอยนายแกนานแล้ว ไม่เจอสักที

ผมสังเกตว่าอาหารของแกวางอยู่บนเก้าอี้มุก มีขันเงินใบใหญ่ มีข้าวมีควันขึ้น แล้วก็น้อยหน่าลูกใหญ่ มีทั้งเงาะ ลางสาดหรือผลไม้ลูกโต ๆ แกงก็ใส่ภาชนะที่ดีมากเลย แล้วมีควันขึ้นตลอด ผมก็ทานเงาะของผมที่มันดีมั่ง ใหญ่มั่ง เล็กมั่ง และกันไปนะฮะซึ่งเทียบเขาไม่ได้ 

ผลของการทำความชั่ว 
ในขณะเดียวกันผมก็มองไปทางขวามือ ผมก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งแต่งสีขาวแบบที่ผมว่า แกกินข้าวแล้วแกก็ร้องไห้ น้ำตาแกไหลพรากเลย แกกินข้าวไม่เหมือนเรากิน อย่างเรากินเราใช้ช้อนตักทานปรกติ แต่แกกินแกต้องใช้มือหยิบข้าวทีละเม็ดเข้าปากเวลาแกกินทีแกต้องร้องทีร้องโหยหวน ผมก็ถามผู้หญิงที่เขามารับผู้ชายคนนี้ว่า ทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้ น่าสงสารนะ น่าเวทนา เขาก็เล่าให้ฟังว่า 

เมื่อตอนที่ผู้ชายคนนี้ยังเป็นมนุษย์ เขาเป็นพ่อค้า ก็มีพระองค์หนึ่งมาบิณฑบาตตอนเช้า แกก็ไม่อยากให้พระมาบิณฑบาต เพราะแกไม่อยากทำบุญ วันแรกแกก็ทำบุญด้วยข้าวดิบ พระก็กลับไปวัดไปฉันข้าวดิบก็ท้องเสีย อีกวันหนึ่งพ่อค้าคนนี้ก็แกล้งเอาข้าวไหม้ใส่บาตร เพื่อจะไม่ให้พระองค์นี้มาบิณฑบาตอีก อีกวันก็เอาข้าวบูด ส่วนผลไม้ก็เอาที่ดิบมั่ง สุกมั่ง เน่ามั่ง เอามาใส่บาตร 

เมื่อเวลาแกตายมา แกก็ต้องมากินไอ้อย่างนั้นแล้วแกก็ร้องไห้ตลอดเวลา ซึ่งระยะทางที่ต้องไปมันจะมีทางสองแพร่งทางหนึ่งจะเดินขึ้นสูง นั่นหมายความถึงไปสวรรค์ อีกทางหนึ่งจะเดินไปทางลง ความรู้สึกเราบอกว่าเราเดินขึ้น แต่คนที่เดินไปทางแรกนั้นจะมีคนไปเยอะมาก เดินกันที่เรียกว่าแทบจะเบียดกันเลยนะฮะ เยอะมาก. 

ผมก็บอกว่าผมหิวน้ำนะครับ เขาบอกว่าเมื่อตอนสมัยที่คุณเป็นมนุษย์นั่น คุณไม่ได้ทำบุญด้วยน้ำ เพราะงั้นคุณไม่มีน้ำกินผมหิวคอแห้งมาก ผมบอกว่าผมจะกลับไปเมืองมนุษย์ใหม่ เพื่อทำบุญด้วยน้ำ จะได้มีน้ำกินเยอะ ๆ แต่ผู้หญิงที่มารับผมเขาบอกว่า ผู้ที่มาที่นี่แล้ว ไม่มีใครที่จะกลับได้สักคนนะครับ แล้วก็ถามผมว่าอิ่มหรือยัง เพราะคุณจะต้องไปอีกไกล ผมบอกผมอิ่มแล้ว 

พอพูดคำว่าอิ่มแล้ว อาหารที่เราทานหมดมันมีขึ้นมาพูนเหมือนเดิม ข้าวก็เต็มขัน แกงก็เต็มปิ่นโต ไข่เจียวไข่พะโล้เนี่ย ก็ขึ้นมาเต็มจาน ผู้หญิงคนนี้ก็แบกโต๊ะแล้วก็เดินไปเขาเดินไปสัก 4-5 ก้าว ก็กลายเป็นลอยขึ้นไปนะฮะ เหมือนคนเหาะแล้วก็หายขึ้นไปในอากาศ อากาศที่นั่นผมกะประมาณ 17-1 8 องศาเซลเซียสเพราะว่าอากาศมันเย็นมาก และฝุ่นละอองไม่มี ผมก็รู้สึกหิวน้ำมากก็คิดว่าจะต้องกลับ แต่กลับทางเก่าก็คงกลับไม่ได้ 

เพราะงั้นมันมีช่องสำหรับผู้หญิงผู้ชายที่เป็นคนคอยมารับ เพราะเมื่อเขาไปแล้วมันจะมีช่องโหว่ตรงนั้นใช่ไหมครับ ผมก็เอาเท้าไปเหยียบลงไปพอเอาเท้าไปเหยียบก็คล้าย ๆ ว่าถูกของแหลมคมบาดผมก็ชักเท้ากลับมา รู้สึกว่ามีเลือดไหลที่ฝ่าเท้า ผมก็ให้เท้าขวาเหยียบไปอีก ก็ปรากฏว่าเจ็บเหมือนกัน แต่ทีนี้ไอ้ความหิวอยากจะทานน้ำ หรืออยากจะกลับบ้านมีมาก ทำให้ผมกลั้นใจเหยียบเดินลงไป แล้วก็ย้อนจากตาแก่นั้นขึ้นมา. 

 
ตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมา ครั้งที่ 1

ผมเดินมานานเท่าไหร่ผมไม่ทราบนะฮะ แต่ผมมารู้สึกว่าผมเห็นบ้านผม แล้วก็มีคนเดินกันขวักไขว่ เขาแต่งขาว แต่งดำตอนนั้นผมกะว่าตอนนั้นคงเป็นเวลาสัก 3 โมงครึ่งเกือบ 4 โมงแล้วตอนนี้ทางวัดโสมฯ เขาเอารถมารับผมแล้ว ที่ใส่ศพสมัยก่อนเขาก็เป็นเปลสนาม มันจะมีผ้าคลุมศพสีดำคาดทอง ผมรู้สึกว่าหน้ามืดแล้วก็ล้มลง มารู้สึกอีกทีผมก็ดันฟื้นมาตอนเกือบ 4 โมงเย็น ผมหมดสติหรือผมตายไป ดังที่ว่านี่ก็เป็นเวลาตั้งแต่ 4 ทุ่มของคืนวันอาทิตย์แล้ววันจันทร์ตอน 4 โมงผมฟื้น 

ตอนช่วงที่ผมสิ้นชีวิตหรือว่าตายไป คุณแม่ผมจุดธูปตลอดไม่ให้ขาดเลยนะ โดยที่ขอชีวิตผมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยคุณแม่ก็หวังลม ๆ แล้ง ๆ ไปอย่างนั้นเอง คล้าย ๆ กับว่าคุณพ่อก็มาเสียไป ถ้ามาเสียผมอีกคน น้อง ๆ อีก 7 คน ก็ไม่ได้เรียนหนังสือกันก็อยากจะขอวิญญาณหรือขอชีวิตผมคืนมา 

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ผมก็กลับฟื้นขึ้นมานะฮะ แล้วผมก็ไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ประมาณ3-4 วัน หมอก็ให้ออกซิเจน น้ำเกลือ ให้เลือด แล้วผมก็มีชีวิตอยู่รอดมาจนกระทั่งมีการตายครั้งที่สองขึ้นมา 

คราวนี้ผมต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า ผมเริ่มช่วยเป็นโรคไตวาย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2527 ผมได้เข้ารับการรักษาที่ตึกแปดชั้น โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ห้อง 619 ผมป่วยอยู่ประมาณเกือบ 70 วัน. 

วันนั้นเป็นวันที่ 7 หรือที่ 8 เดือนมกราคม 2528 ซึ่งเป็นวันที่ผมดีใจที่สุด เพราะคุณหมอผู้รักษาก็บอกว่าผู้การกลับบ้านได้แล้วนะ เพราะว่าโรคไตที่เป็นนั้นได้รับการรักษาขั้นต้น ได้มีการเจาะหน้าท้อง แล้วก็ใช้น้ำยาล้างหน้าท้อง คือถ่ายเอาของเสียออกทั้งหมด 54 ขวด ก็หมายความว่าพ้นขั้นอันตรายแล้วกลับบ้านได้ แล้วก็รอการผ่าตัดเส้นเลือดดำเส้นเลือดแดง คือรอให้เส้นมันโตจะได้ใช้การล้างทางเครื่องไตเทียมต่อไป ผมก็ดีใจมาก 

ตอนนั้นผมกับภรรยายังคุยกันเรื่องหนัง ที.วีที่ดูในห้องผู้ป่วยพิเศษที่ผมนอนอยู่นั้น พอหนังเรื่องนี้จบตอน 2 ยาม15 ผมก็นอน ก็ต่างคนต่างนอนลง พอล้มตัวลงนอน ผมรู้สึกว่ามีคนมาปลุกผมนะครับ โดยคนจำนวนมากไม่ต่ำกว่าร้อย ๆ คน ผมก็ลืมตาขึ้นมา

ก็ปรากฏว่าทางซ้ายมือของผมในลักษณะที่ผมนอนอยู่บนเตียงนี้นะครับ ผมเห็นมือของคนเป็นร้อย ๆ มือยุ่บยั่บเลย ส่วนหลังมือเป็นสีดำคล้ายๆแช่น้ำครำ แต่ฝามือนี่เหลืองคล้าย ๆ สีท้องจิ้งจก เหลืองมากและซีดมาก เสียงร้องนี่ไม่รู้ใครเป็นใครเลย ระงมไปหมด ผมไม่ทราบว่าหูผมฝาดไปหรือเปล่า 

ตอนแรกลืมตาดูก็เห็นภาพไหว ๆ ทางขวามือ ผมเห็นผู้หญิง 2 คน นุ่งผ้าถุงสีน้ำตาลไหม้เก่า ๆ ตัวแกผอมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มือแก ก็มีแต่กระดูก กำลังจับแขนผมดึงขึ้นเอาไว้ที่แก้มแก 2 หนนะครับ แล้วแกก็ร้องไห้ ผมก็แอบชำเลืองดู

เอ๊ะ ! ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนนี่ มันเป็นผีนี่เพราะว่าดวงตาของแกมันไม่มีดวงตาสีดำเลย มันเป็นดวงตาสีขาว แต่มีเลือดสีแดงเต็มหมดเลย แล้วตาแกก็ลึกโบ แก้มตอบ แกหิวโหย มาก ปากแกแห้ง แกร้องไห้แบบ - ผมไม่รู้จักเรียกยังไงไอ้ความเศร้าโศกของแก แกร้องไห้เหลือเกิน โหยหวนมาก 

ในระหว่างนี้ผมก็นึกถึงพระนะครับ ว่าตอนนี้ผมถูกผีหลอกผมก็นึกถึง หลวงพ่อผา หลวงพ่อโอภาศรี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่ผมเคารพนับถือ พระแก้ว พระชินราช ผมก็นิมนต์มาหมดเลยผมก็ท่องคาถาของหลวงพ่อโอภาศรี ท่องสามจบแล้วก็ยังไม่ไปท่องคาถาของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไม่ไป ท่อง "นะโมตัสสะ" แล้วก็ไม่ไป เมื่อไม่ไปแล้วเขาทำยังไงรู้ไหมครับ. 

ตอนนี้เขาเริ่มยกตัวผมขึ้นจากเตียง ยกขึ้นๆ ๆ ผมก็เริ่มกลัวผมก็ร้องเรียกแฟนผมว่า แม่! ผีหลอก! ผมอ้าปากลั่นห้องเลยแต่ว่าแฟนผมไม่ได้ยิน แกก็หลับไปเรื่อยเลย เห็นท่าไม่ดีผมก็บอกว่า เอายังงั้นผมรู้แล้วว่าที่ท่าน ๆ มาท่านต้องการให้ผมช่วยเหลือ ผมจะทำบุญใส่บาตรแผ่ส่วนกุศลไปให้พรุ่งนี้นะ เสียงก็ยังร้องอยู่ และยกผมขึ้นสูง ผมก็จะตกเตียง 

ผมก็บอกงั้นพรุ่งนี้ ผมจะนิมนต์พระที่วัดมะกอก เพราะมันใกล้โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ มาทำสังฆทานให้ในห้องนี้เลย เสียงนั้นก็ยังร้องไห้โหยหวนต่อไปอีก ผมกลัวมาก แล้วหน้าตาของแต่ละคนก็เริ่มปรากฏให้เห็นในลักษณะของหน้ากระดูกทั้งนั้นเลย แล้วมือนี่ซีดและน่าเกลียดมากยุ่บยั่บเลย ผมมานึกดูเป็นร้อย ๆ มือเลยแล้วมาอุ้มตัวคุณอยู่ คุณจะรู้สึกยังไง ผมก็รู้สึกว่าท่าไม่ดีแน่ 

เอาละ..พรุ่งนี้ผมกลับไปบ้านแล้วนี่ผมจะนิมนต์พระ 9 องค์มาทำบุญและก็บังสุกุลให้ เขาก็ไม่ยอมรับจนกระทั่งผมบอกว่าปีนี้ผมยังไม่ได้บวชเลยนะ ผมจะบวชและแผ่ส่วนกุศลให้ เท่านั้นละครับเสียงหายเลย ทำไมเขายอมรับครับ เมื่อเราบอกว่าจะบวชและแผ่ส่วนกุศลให้ คืออย่างนี้ครับ การทำบุญนี่มีหลายอย่าง การทำบุญด้วยการใส่บาตรนั้น สัตว์ทั้งหลายที่ตายไปแล้วสามารถจะได้รับเพียงบางส่วน เพราะว่าผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้เช่น ฆ่าบุพการี ฆ่าพระสงฆ์ แล้วก็ทรมานสัตว์ 

ตัวอย่างนี้นะครับ เวลาเราทำบุญใส่บาตร พวกนี้ไม่ได้รับครับ เพราะว่าพวกนี้ไม่ได้เป็นผี แต่เขาเป็นเปรต เขาเป็นเปรต อยู่ในนรก มันมีขุมอะไรต่าง ๆ อีก เขาตกนรก คราวนี้ถ้าหากว่าเขาอยู่ลึกไป 3 เมตร เราเอาไม้ประมาณ 100 เมตร แล้วก็ผูกอาหารไป เขารับไม่ได้ 

เพราะงั้นเขาก็ไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเสนอไป เราบอกเราจะทำบุญด้วยการถวายสังฆทาน หมายความว่าเราต้องเสียเงินมากขึ้นมานิดหนึ่ง แต่เขา มีบาปมากเขาก็รับไม่ได้ เพราะ งั้นวิธีสุดท้ายที่เขาจะรับส่วนบุญจากเราได้คือการบวชและการแผ่ส่วนกุศลให้ เพราะงั้นพอวันที่ 30 กรกฎาคม2528 ผมถึงบวชครับ บวชที่นครราชสีมา วัดเบญจมบพิตร บวชอยู่ 1พรรษา. 

ในระหว่างที่บวชผมก็ได้ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น ก่อนนอนก็สวดมนต์ แล้วก็แผ่ส่วนกุศลไป หลังจากฉันเช้า ฉันเพล ผมก็สวดสัพพีให้ ตอนกลางคืนก่อนนอนผมก็สวดชินะบัญชร เพราะ ชินะบัญชรสามารถจะให้ได้ทั้งการแต่งงาน การทำบุญขึ้นบ้านใหม่การให้ศีลให้พรเป็นสิริมงคล หรือแม้แต่การทำน้ำมนต์ เป็นบทครอบจักรวาล ผมได้พูดถึงเรื่องการทำบุญ และผู้ที่ได้รับนั้นถ้าหากว่า ไม่มีเวร ไม่มีกรรมแล้วนี่ ก็จะสามารถได้รับส่วนบุญนี้ คราวนี้กลับมาอีกนิดเรื่องการทำบุญ 

คือตอนเช้าไม่ว่าจะทำบุญที่ไหนก็ตามแต่ ตามประเพณีเขาต้องมีการกรวดน้ำ บางคนบอกว่าผมไม่กรวดน้ำจะได้ไหมบอกได้ ท่านไม่กรวดน้ำ อาหารที่ท่านทำไปมันก็เป็นอาหารของท่าน คนอื่นกินไม่ได้ ญาติพี่น้องท่าน บุพการีท่าน ปู่ย่าตาทวดที่เสียชีวิตไปแล้วกินไม่ได้ แกจะมานั่งพับเพียบและมานั่งคอยดูอาหารอันนี้ แต่แกไม่ได้กินเพราะกินไม่ได้. 

วิธีที่เราจะแผ่กุศลไปให้คนตาย เราไม่จำเป็นต้องไปท่องบาลีสันสกฤตหรือภาษาพระเขาสวด เพราะเราไม่ใช่พระ เพียงแต่เราพูดว่า ข้าพเจ้าพันเอก เสนาะ จินตรัตน์ ขออุทิศส่วนกุศลอันมีข้าวแกง ปลาดุก เป็ปซี่กระป๋อง แล้วก็ลอดช่องนำกะทิ หรือไข่ดาวขอให้กับใคร ให้ คุณพ่อสิบเอก เลือน จินตรัตน์อะไรอย่างนี้ แล้วก็่คุณยาย เอ่ยชื่อและนามสกุล 



เล่าเรื่องการตาย ครั้งที่ 2

ถ้าเราพูดอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่เราเอ่ยไปนี้ก็ได้รับอาหารและเราไม่ต้องคำนึงถึงเลยว่าเขาจะไม่ได้รับ เขาจะได้รับและมีอาหารทาน ส่วนการตายครั้งที่สองของผม เมื่อพุทธศักราช 2528 ผมยังป่วยเป็นโรคไตวายนะครับ นายแพทย์ผู้รักษาบอกว่าภายใน 6 เดือน ผมจะต้องเสียชีวิต 

นายแพทย์ผู้นั้นก็คือ พันเอก สุทธชาติพืชผล เป็นหัวหน้ากองหน่วยไต แล้วก็มีนายแพทย์ลูกมืออีกหลายคนมี แพทย์หญิง อุษณา แพทย์หญิง พันธุ์บุปผา ทั้ง 3 ท่าน บอกว่าผมจะตายภายใน 6 เดือน หรือน้อยกว่านั้น เพราะฉะนั้นให้ผมเตรียมตัวเตรียมใจให้ปลงซะว่าจะต้องตาย. 

เพราะฉะนั้นภายในเดือนมกราคม - มิถุนายน 2528 ผมจะต้องตายในระหว่างป่วยท่านจะบอกตลอดเวลา เพราะดูจากผลเลือดของผม ท่านบอกว่าคนที่มีผลเลือด บี.ยู.เอ็น. เสียถึง 2,300 ซี.ซี. มันอยู่ไม่ได้ ผมก็บอกกับภรรยาและคุณแม่ผมให้เตรียมจัดการศพผมได้ แล้ววันที่ 8 มีนาคม 2528 ผมตายจริง ๆ ครับ

วันนั้นผมทำการผ่าเส้นเลือดเป็นครั้งที่สาม แล้วก็ครั้งที่ 4ใ นวันเดียวกัน เพื่อช่วยชีวิตฉุกเฉิน เนื่องจากว่าเลือดที่เข้าไปในเครื่องไตเทียมนั้น มันน้อย เลือด 4,000 ซี.ซี. จะล้างของเสียออก4,000 ซี.ซี. ปรากฏว่าเครื่องมันดูดเลือดได้แค่ 2,000 ซี.ซี. 

เพราะฉะนั้นตัวเริ่มบวมครับ ปากเหม็น และมีการคลื่นไส้อาเจียน ก็ทำท่าจะตายตอนนั้นผมเข้ามาอยู่ห้อง 609 ห้องพัดลมคู่ อยู่กับผู้ป่วยเป็นทหาร พันเอกพิเศษอีกคน แต่คนนั้นตายไปก่อนผม เป็นโรคหัวใจ แกดีใจฮะ หัวเราะแล้วก็ตายไปเลย ก็เหลือผมคนเดียว 

วันนั้นผมก็มีอาการแน่นที่หน้าอก คุณหมอก็บอกว่าวันนี้ผู้การอาการไม่คอยดี คุณหมอก็ถามว่าแน่นที่ไหน พอผมบอกว่าแน่นที่หน้าอกในช่วงนี้ผมก็วืดไปเลย ขณะนั้นเป็นเวลา 8 นาฬิกา 30 นาที วืดไปไหนใช่ไหมครับ ท่านคงนึกว่าวิญญาณคงเป็นจุดเล็ก ๆ วิญญาณอาจจะเป็นดวงไฟกลม ๆ เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกัน 

ความจริงไม่ใช่นะครับ วิญญาณก็คือตัวเราเอง คือตัวผมเองก็ยังเป็นคนเหมือนอย่างเราเช่นนั้นที่เขาเรียกวิญญาณหมายความว่ามันไม่มีไส้ ไม่มีกระดูก มันสมองก็ไม่มี มันเป็นตัวโปร่งแสง หลับตาดูนะฮะ ตอนนี้ผมก็เริ่มไปแล้ว คราวนี้ไปสวรรค์ ครับ. 

ผมเป็นตัวโปร่งแสงนะครับ ทั้งนี้มีเสียงมาเรียกผมบอกว่าพันเอก เสนาะ จินตรัตน์ มาทางนี้เสียงนี้มีอำนาจมาก ผมก
โพสเมื่อ : 10 มิ.ย. 2557,15:31   อ่าน 2416 ครั้ง

วัดป่าวิเวก หมู่ 8 ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร 49150 โทร.089-617- 5933

ทุกเรื่องราวในเว็บนี้ ทำด้วยจิตสาธารณะและเป็นกุศล

แสดงเจตนา

เรื่องและภาพรวบรวมมาจากอินเตอร์เน็ตที่เจ้าของไม่ได้สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ไว้
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในเจตนากุศลในการเผยแพร่ธรรมทานอย่างบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น
หากข้อความใดหรือภาพใดมีผู้หวงห้าม ข้าพเจ้าขออภัยและขอบอกกล่าวว่า ไม่มีเจตนาลักขโมยของท่าน
เพียงนำมาเผยแพร่เป็นธรรมทานให้ผู้สนใจทั่วไป และมีเจตนาให้นำไปเผยแพร่ต่อได้
ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจากอินเตอร์เน็ต

http://www.watpavivek.com/พบข้อบกพร่องปัญหาแจ้ง098 829 1544